ประสบการณ์ขอวีซ่า J-1
วีซ่าที่เราขอตัวนี้เป็นของโครงการออแพร์ค่ะ ไม่ใช่ Work and Travel นะคะ
ตอนขอวีซ่าน่ะ มั่นใจมาก ยังไงก็ได้แน่นอน ที่มั่นใจว่าได้แน่นอนเพราะว่าเพื่อนที่มหาลัยเขาไป work and travel แล้วเขา เคยไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นครั้งนึง แล้วคุณคนสัมภาษณ์วีซ่าเห็นวีซ่าญี่ปุ่น เขาก็ถามว่า“เคยไปญี่ปุ่นมา เหรอครับ” แล้วก็ให้วีซ่าเพื่อนเราเลยอ่ะ
เพราะฉะนั้น ไอ้เราอ่ะไปมาตั้งสองครั้งแน่ะ ทั้งไปเรียนและไปเที่ยว ยังไงๆก็ต้องได้ แถมมหาลัยเราก็โอเค มีหน้ามีตา (หลงตัวเอง)
และวันสัมภาษณ์ก็วันที่ 26 เมษา 2005 วันเกิด Jennifer(Host mom) เราก็บอกเขาว่า “เดี๋ยวฉันจะเอาวีซ่ามาเป็นของขวัญ วันเกิดให้เธอนะจ้ะ“ อิอิ และแล้วก็ผิดคาด โดนปฏิเสธวีซ่าซะงั้นอ่ะ เขาบอกว่าเราแสดงหลักฐานที่จะกลับมาไม่เพียงพอ ให้มาขอใหม่แล้วเตรียมเอกสาร มาเยอะๆ เป็นงงเลยอ่ะ
เพราะเอกสารเตรียมไปเยอะมาก คุณวีระ เจ้าของเรียนนอก(เอเจนซี่โครงการออแพร์) ช่วยเตรียมเป็นอย่างดี คือยังไงก็ไม่พลาดแน่ๆ แต่ว่าเขาไม่ได้ขอดูเอกสารเราเท่านั้นเอง
ก็ตอนยื่นเอกสารน่ะ คุณเจ้าหน้าที่คนไทยข้างนอกบอกว่า “เอกสารเพิ่มเติมให้ถือไว้ ติดตัวนะคะ เดี่ยวคุณคนที่สัมภาษณ์จะเรียกขอดูเอง“ แล้วก็ไม่ขอดูอะไรเลยนอกจากสมุดบัญชี ซึ่งก็มี 200,000 นะไม่มากไม่น้อย แต่ว่าเป็นของน้าเท่านั่นเอง แล้วเขาก็ถามว่า“ทำไมยูไม่ให้ พ่อแม่สปอนเซอร์ให้” (เราเลือกเป็นสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษ) เราก็บอกว่า “แม่ไม่ได้ทำงานบริษัทค่ะ และไม่มีบัญชี” แล้วก็ถามว่าทำไมอยากไปออแพร์ พอเราตอบ เขาก็แสดงความเสียใจพร้อมบอกให้มาขอใหม่ ฮือๆ ไม่เห็นจะขอ ดูเอกสารการเรียนอะไรเลย ทั้งๆที่เราน่าจะผ่านเพราะ ยังไงก็จะต้องกลับมาเรียนต่อ คงไม่มีใครคิดสั้น ที่เรียนมา เกือบ 20 ปีเพื่อรอ รับปริญญาแต่จะทิ้งไปทั้งๆที่อีกปีเดียวจะจบ ทำไมเขาไม่คิดถึงตรงนี้นะ แถมบอกให้มาขอใหม่ยังกะ ขอวีซ่าฟรี ซะยังงั้น ขอแต่ละทีก็ 4,000 บาทอ่ะ จนเลยนะ เหอๆ
ก็เลยกลับบ้านไปตัดผมล้างซวยแล้ว เมล์บอก Jennifer ด้วยความเศร้าสร้อย พร้อมขอให้เขารอ แหะๆ Jennifer ก็บอกว่าจะรอ แหม ใจดีจริงๆ
และเราก็ยื่นเรื่องใหม่ในวันถัดมา เร็วมาก ก็ใช้เอกสารอันเดิมอ่ะนะ เพิ่มก็แค่บัญชี ขอให้คุณน้าอีกคนมาสปอนเซอร์ สรุปว่ารอบ นี้มีตังค์ 400,000 กว่า และเงินส่วนตัวเราอีก 50,000 (ทำล่ามเป็นงานพิเศษ) และเอกสารอย่างหนึ่งสำคัญที่เพิ่มก็คือจดหมาย ! คุณวีระช่วยอีกแล้ว เรียนนอก น่ารักมาก ขอบคุณนะคะ ในจดหมายก็ไม่ได้เขียนอะไรมากมายหรอกค่ะ แค่ติเขานิดหน่อยเท่านั้นเองว่า ไม่แฟร์ที่ไม่ให้ วีซ่าเรา และก็อธิบายว่าทำไมเราสมควรได้รับวีซ่า
และตอนยื่นเอกสารจะยื่นจดหมายนี้ด้วย แต่เหมือนเดิมค่ะ คุณเจ้าหน้าที่คนไทยไม่รับ พร้อมกับบอกว่าเดี๋ยวเขาจะขอดูเอง เราก็เลยต้อง “พี่ขาเนี่ยรอบสองแล้วนะคะ ครั้งแรกน่ะเขาไม่ขอดูเลย หนูเลยต้องมาอีกรอบนี้แหละค่ะ ได้โปรดเถอะนะคะ จดหมายแผ่นเดียวเอง” เขาก็เลยรับไว้ด้วยความสงสาร อิอิ แต่ว่า ได้วันสัมภาษณ์วันที่ 12 กรกฎาคม 2005
โอ้ แม่เจ้าเดี้ยนจะเป็นลม ถ้าสัมภาษณ์กรกฎาแล้วจะได้ไปเมื่อไหร่เนี่ย และก็คงจะอยู่อเมกาได้ไม่ครบปีเพราะมหาลัยเปิดเทอมมิถุนา 2006 และครอบครัวคงจะ ไม่รอ โอ้ยๆ ปวดหัว กลุ้มค่ะ
แต่ว่าพอคุยกะเอเจนซี่ เขาก็บอกว่าเดี๋ยวเขาคงจะเลื่อนวันสัมภาษณ์ให้เราเองแหละจ้ะ แล้วเราก็ตั้งหน้าตั้งตารอรับโทรศัพท์จาก สถานฑูตด้วยความหวัง แต่ว่า Jennifer รอไม่ไหวแล้ว เพราะเขาจะเปิดเทอมกลางเดือนพฤษภาคมแล้ว แถมคุณเจ้าหน้าที่ออแพร์ที่นู้นยังบอกเขาอีกว่า “ถ้าครั้งแรกไม่ผ่าน ครั้งที่ 2 ก็คงไม่ผ่านหรอก” ดูดิ่ มาแช่งเราอีก คุณ Carol นิ่
เราก็เลยบอก Jennifer ว่า “ถ้ายังงั้นคุณก็หาออแพร์คนใหม่เถอะค่ะ ฮือๆๆ แต่ถึงยังไงฉันก็ขอวีซ่าจนกว่ามันได้นู้นแหละค่ะ ไม่ได้อีกฉันก็ขออีก เพราะฉันรู้ว่าฉันสมควรได้รับวีซ่า“ Jennifer ได้ยินคงซึ้งมั้ง ก็เลยเมล์มาบอกว่า “ฉันก็ได้คุยกะเธอมาจะสองเดือนแล้ว ฉันก็อยากได้เธอ เพราะฉันผูกพันกะเธอแล้ว ถ้ายังงั้นฉันก็จะรอเธอละกันนะ เพราะฉันชอบเธอ นิสัยเราคล้ายๆกัน ” (เป็นไป ตามแผนที่วางไว้ อิอิ ล้อเล่นจ้า) แล้ว Jennifer เขาก็ขอ e-mail ของสถานฑูตสหรัฐในไทย แล้วเขาก็เมล์ไปหาสถานฑูตเพื่อ รับรองเรา โอ้ย น้ำตาจะไหล ซาบซึ้ง
และแล้ว ก็มีโทรศัพท์มาบอกให้ไปสัมภาษณ์วันที่ 4 พฤษภาคม 2005 เย้ ก็เลยบอก Jennifer เขาก็ดีใจใหญ่เลย พร้อมกะส่งจดหมายรับรองอีกฉบับมาให้เราเอาไปโชว์เจ้าหน้าที่วันสัมภาษณ์อีกรอบด้วย
และรอบนี้ก็ง่ายมาก แค่เห็นหน้าคนสัมภาษณ์เราก็รู้แล้วว่ายังไงก็ต้องวีซ่าแน่ๆ ตอนแรกเขาก็เรียกนะคะ ว่า คุณอนงค์นาฏ เชิญช่อง 8 ครับ แต่ว่าพูดไม่ชัดเท่าไหร่นะ เราก็เลยงงนิดๆ พอดูเลขคิวก็เห็นคิวตัวเองก็เลยเดินไปสัมภาษณ์
The officer : สวัสดีครับ สบายดีไหมครับ (เวลาพูดเนี่ยหน้าตายิ้มแย้มด้วยนะ เราให้เราใจชื้นมากขึ้นเยอะเลยแหละ) แล้วเขาก็บอกให้ สแกนนิ้วก่อน
The officer : ทำไมอยากไปออแพร์ คุณพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไม่ใช่เหรอทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษอีก
Me : ภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวไม่พอหรอกค่ะ เพราะฉันอยากเป็นล่ามและอยากแปลหนังสือ
The officer : งั้นผมจะสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ล่ะนะ (อ้าว อุตส่าห์เลือกและรอสัมภาษณ์ภาษาไทย)
The officer : เด็กที่ดูแลชื่ออะไร คุณจะไปเมืองไหน
Me : คอนเนคติกัทค่ะ เด็กชื่อเอเดน กะเอวา
The officer : ลองเล่าเกี่ยวกับคอนเนคติคัท ให้ฟังหน่อยสิ
Me : มหาลัยเยล (Yale University)อยู่เมืองนี้ค่ะ (รู้อย่างเดียวนี่แหละ แป่ว อ้อและก็รู้ว่ารัฐนี้เป็นรัฐที่ร่ำรวย)
The officer : เยลเนี่ยดังด้านไหน
Me : ความจริงเราก็ไม่รู้อะไรหรอก แต่คุ้นๆว่าเคยมีเพื่อนออแพร์ที่โฮสเขาเป็นหมอที่โรงพยาบาลมหาลัยเยลเราก็เลยตอบว่า “ด้านการ แพทย์ป่ะคะ” (มั่วเนอะ ความจริงเยลดังด้านกฎหมาย)
The officer : เยลเป็นมหาลัยที่มีชื่อเสียงไหม
Me : ค่ะ
The officer : ดังเหมือนธรรมศาสตร์เลยนะ เยลคือ ธรรมศาสตร์ที่อเมริกา
Me : ยิ้มและขอบคุณ
The officer : โอเค ผมจะให้วีซ่าคุณไปอเมริกา
โอ้แม่เจ้าอะไรจะ ง่ายขนาดนั้น (ทั้งๆที่ตอบก็ผิด เพราะเยลเขาดังด้านกฏหมาย)
พอออกจากสถานฑููตปุ้บก็รีบโทรไปบอก Jennifer ก่อนใครเลย แหมดีใจใหญ่เลย อิอิ ต่อไปก็ต้องวุ่นวายกะการเตรียมของ จัดกระเป๋า และก็ได้เลื่อนวันเดินทางเป็นวันที่ 16 แทน แต่ก็โอเคนะ ยังกลับมาทันมหาลัยเปิดเทอมปีหน้า เย้
เอกสารในการขอวีซ่า J-1ของเราค่ะ
- DS 156
- DS 157
- Passport
- One passport-type photo
- DS 2019
- Letter + Transcript from school (Thammasat Uni.)
- Letter from me to the officer (Explain why they should give me the visa)
- Letter from Jennifer (Host family)
- Letter from Aupaircare (เอเจนซี่ใหญ่ที่อเมกา)
- Bank Book (400,000 Bath)
เอกสารที่เขาพิจารณาก็มีแค่จากข้อ 1-7 ค่ะ นอกนั้นเขาไม่ได้ขอดูเลย
By ตุ๊กตุ่น