การเรียนต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา

  1. ข้อมูลทั่วไป
  2. ระบบการศึกษา
  3. การขอวีซ่า

 

ข้อมูลทั่วไป

            ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาล (เทียบเท่ากับ 18 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย)  ส่วนกว้างของประเทศ จากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันตก ไปจนจรดมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออก มีความกว้างถึง 4,500 กิโลเมตร ซึ่งต้องใช้เวลาบินประมาณ 5 ชั่วโมง  ทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับประเทศแคนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศเม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก

ประชากร

            ประชากรดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาคือ ชาวอินเดียนแดงหลายเผ่า แต่ประชากรปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากชนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก  ชนกลุ่มแรกที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐาน คือ ชาวอังกฤษและชาวเนเธอร์แลนด์  ต่อมามีการนำชนผิวดำจากประเทศแอฟริกาเข้ามาเป็นทาส  ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ชาวเอเชียได้อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานมากขึ้นโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น โดยเข้าไปอยู่ในรัฐฮาวายมากที่สุด  รัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด คือ รัฐแคลิฟอร์เนีย  รองลงมาคือ รัฐนิวยอร์ค

รัฐและเมืองสำคัญ

            สหรัฐอเมริกาประกอบด้วยรัฐต่าง ๆ 50 รัฐ กับ  1 เขตการปกครองคือ วอชิงตัน ดีซี (Washington D.C.)  รัฐเหล่านี้มีอาณาเขตติดต่อกันถึง 48 รัฐ ยกเว้น 2 รัฐ คือ รัฐฮาวาย ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก และรัฐอลาสก้า ซึ่งอยู่ทางตะวันตกตอนเหนือของประเทศแคนาดา  เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศกว้างขวางมาก จึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันด้วย  ดังนั้น รัฐต่าง ๆ เหล่านั้นจึงถูกแบ่งเป็น 7 เขต ดังนี้

Northwest States

Washington, Oregon, Idaho

Southwest States

California, Nevada, Utah, Arizona

North Central States

Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Iowa, Missouri

South Central States

New Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana

Midwest States

Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky

Northeast States

New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania, West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode Island, Connecticut, New Jersey, Delaware, Maryland, District of Columbia

Southeast States

Tennessee, North Carolina, South Carolina, Mississippi, Alabama, Georgia, Florida

การปกครอง

            ระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกา เป็นแบบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด ไม่มีนายกรัฐมนตรี  มีสภา 2 สภา คือ วุฒิสภา (Senate) และสภาผู้แทนราษฎร (House of Representatives)  ประธานาธิบดีอยู่ในตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี และเป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย  พรรคการเมืองสำคัญมี 2 พรรค คือ พรรครีพับลิกัน (Republican) และพรรคเดโมแครต (Democrat)  ระบบการปกครองของสหรัฐอเมริกาเป็นแบบสหพันธรัฐ กล่าวคือ รัฐต่าง ๆ 50 รัฐ มีสิทธิในการปกครองตนเองสูงมาก

            สมาชิกรัฐสภาและผู้ว่าการทุกรัฐจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน มีกรุงวอชิงตัน ดีซี ตั้งอยู่ในเขต District of Columbia เป็นเมืองหลวง และเป็นศูนย์กลางของการปกครอง  ภายในรัฐแต่ละรัฐจะแบ่งการปกครองเป็นเขตเมือง เทศบาลเมือง และการปกครองระดับท้องถิ่น

สังคมและวัฒนธรรม

            ชาวอเมริกันเป็นผู้อพยพมาจากหลากหลายวัฒนธรรม กลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านี้บางกลุ่มยังคงรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของตนไว้ เช่น กลุ่มชาวจีนจะเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันในไชน่าทาวน์ ชาวอิตาเลียนจะรวมตัวกันอยู่ในลิตเติลอิตาลี เป็นต้น

            ชาวอเมริกันเป็นคนที่ไวต่อการเรียนรู้ และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ เต็มใจที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งแปลกใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก มองโลกกว้างและมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่ดี  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของคนอเมริกัน และโดยทั่วไปจะยอมรับคนที่มีความคิดแตกต่างกัน ความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของประชากร ทั้งปวงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอเมริกันส่วนหนึ่งมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ

            จากการมีภูมิภาคที่กว้างใหญ่ ทำให้มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแตกต่างกันไปในแต่ละภาค เรียกว่า "ต่างที่ต่างนิสัย" หรือลัทธิภูมิภาคนิยม

            ด้านภาษาอังกฤษ ภาษาพูดตามสำเนียงท้องถิ่นยังมีอิทธิพลค่อนข้างมาก ตลอดจนทัศนคติและความเห็น ความสำคัญที่ให้แก่ชาวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น ในภาคตะวันออก ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก หนังสือพิมพ์จะเน้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุโรป แอฟริกาเหนือ และเอเชียตะวันตก  ทางภาคใต้รอบ ๆ อ่าวเม็กซิโกจะฝห้ควาในใจแถบละตินอเมริกา  และภาคตะวันตกแถบมหาสมุทรแปซิฟิก จะเน้นความสนใจในเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย

            ด้านการดำรงชีวิต คนอเมริกันเมื่อครบเกษียณอายุ จะครองชีพด้วยเงินประกันสังคมและเงินบำนาญอื่น ๆ รวมทั้งเงินออมทรัพย์  คนชราที่ขาดแคลนจะได้รับความช่วยเหลือจากโครงการพิเศษ เพื่อสวัสดิการสังคมของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น เช่นเดียวกับประชากรที่มีรายได้ต่ำ

            หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นิสัยการใช้จ่ายของชาวอเมริกัน เปลี่ยนไปจากความต้องการซื้อของใช้ภายในบ้านมาเป็นการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา การอนามัย บริการท่องเที่ยว และการพักผ่อนหย่อนใจ

            ชาวอเมริกันเมื่อได้รับการลาพักผ่อนประจำปี ก็จะเดินทางท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยวภายในประเทศ มีวนอุทยานแห่งชาติ 42 แห่ง อุทยานของรัฐเกือบ 31,000 แห่ง สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และสิ่งสวยงามมหัศจรรย์ของชาติที่น่าประทับใจ เช่น น้ำตกไนแองการ่า แกรนด์แคนยอน วนอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน วนอุทยานโยซิเมติ เป็นต้น

ศาสนา

            ด้วยความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของประชากร และด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้อพยพ ชาวอเมริกันทุกคนจึงมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาใดก็ได้ตามความเชื่อมั่นของแต่ละบุคคล หรือไม่นับถือศาสนาใดเลยก็ได้ ทุกรัฐมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาเท่าเทียมกัน ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ มีประชากรนับถือมากที่สุด

ภูมิอากาศ

            ลักษณะอากาศของแต่ละเขตแตกต่างกันไป เช่น ในฤดูร้อน อากาศด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทะเลทราย อุณหภูมิเกือบเท่าแถบเส้นศูนย์สูตร  ส่วนฤดูหนาวในเขตทางตอนเหนือก็จะหนาวจัดจนหิมะตกหลายเดือน  แถบที่อากาศอบอุ่นสบายไม่มีหิมะคือที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ฟลอริดา และอริโซน่า  ส่วนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้จะเปลี่ยนสีสันสวยงามมาก

ฤดูการมีทั้งหมด 4 ฤดูคือ

  • ฤดูร้อน (summer)               มิถุนายน-สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn)         กันยายน-พฤศจิกายน

  • ฤดูหนาว (Winter)                ธันวาคม-กุมภาพันธ์

  • ฤดูใบไม้ผลิ (Spring)            มีนาคม-พฤษภาคม

    หมายเหตุ ในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และในฤดูใบไม้ผลิจะหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

เวลา

            ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก จึงมีการแบ่งความแตกต่างของเวลาตามเส้นแบ่งของโลก เป็น 4 เขตเวลา (Time Zone) คือ

  • Eastern Time Zone (EST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง

  • Central Time Zone (CST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง

  • Mountain Time Zone (MST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง
  • Pacific Time Zone (PST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง

            ในแต่ละ Time Zone จะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น เวลาใน Eastern โซน เป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็น เวลาในเขต Central โซนจะเป็นบ่าย 3 โมงเย็น ในเขต Mountain โซนเป็นเวลาบ่าย 2 โมงเย็น และเวลาในเขต Pacific โซนจะเป็นเวลาบ่ายโมงตรง

ไฟฟ้า

            ระบบไฟฟ้าของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบ 115v, 600 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ไม่แนะนำให้นักศึกษานำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประเทศไทยติดตัวไป

ศุลกากร

            นักศึกษาสามารถนำเงินสดสกุลดอลลาร์สหรัฐเข้าประเทศได้ในวงเงินสูงสุด US$10,000.-  ถ้ามากกว่านั้นต้องแจ้งเจ้าหน้าที่

เศรษฐกิจ

            เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จะมีฐานะใกล้เคียงกัน มีเป็นจำนวนน้อยที่จะร่ำรวยมหาศาล หรือยากจนมากมาย  สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีความเจริญและป็นผู้นำในธุรกิจหลายประเภทและทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องบิน คอมพิวเตอร์ รวมถึงการท่องเที่ยวและบันเทิง ความมั่งคั่งส่วนใหญ่เกิดจากกิจการอุตสาหกรรมและธุรกิจเอกชน

 

ระบบการศึกษา

            การศึกษาในสหรัฐฯ แต่ละรัฐจะควบคุมคุณภาพการเรียนการสอนและวางแผนการศึกษาของตนเอง โดยไม่ขึ้นกับรัฐบาลกลาง  ทุกรัฐจะมีหน่วยงานการศึกษาคล้ายกระทรวงศึกษาธิการ คอยกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ และนำเงินงบประมาณอุดหนุนให้โรงเรียน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจากเงินภาษีที่เก็บได้จากประชาชนในแต่ละรัฐ  การศึกษาภาคบังคับ นักเรียนอเมริกันทุกคนจะเรียนฟรีไม่ว่าจะอยู่ในรัฐใดจนจบชั้นมัธยมศึกษาหรือ Grade 12  สำหรับนักเรียนจากประเทศไทยที่ต้องการเรียนในระดับประถมและมัธยมศึกษาที่อเมริกา จะสมัครเข้าเรียนได้ในโรงเรียนเอกชนเท่านั้น เพราะสหรัฐฯ จะไม่ออกวีซ่าให้นักเรียนไทยที่ได้ I-20 จากโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนของรัฐที่เรียกว่า Public School  การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยจะมีข้อแตกต่าง กล่าวคือ ถ้านักเรียนที่มีถิ่นฐานในรัฐหนึ่ง จะข้ามมาศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกรัฐหนึ่ง จะต้องเสียค่าเล่าเรียนแพงขึ้น ที่เรียกว่า Out of States Tuition และถ้านักศึกษามาจากประเทศอื่น จะต้องเสียค่าเล่าเรียนมากขึ้นไปอีก

โรงเรียนอนุบาล (Kindergarten)

            ชีวิตการเรียนของเด็กอเมริกัน เริ่มต้นด้วยโรงเรียนเตรียมอนุบาล หรือโรงเรียนอนุบาล ตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ

โรงเรียนประถมศึกษา (Elementary Schools)

            เด็กอเมริกันจะเข้าเริ่มเรียนอย่างจริงจังเมื่ออายุ 6 ขวบบริบูรณ์ คือเข้าเรียนในชั้น Grade 1 ซึ่งบ้านเราก็นับว่าเป็นประถมศึกษาปีที่ 1  ระบบการศึกษาของประเทศสหรัฐฯ จะจัดแบ่งออกเป็น Grade 1 ถึง Grade 12 ซึ่งโดยหลักการแล้ว จะจัดแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 คือ Grade 1 ถึง Grade 6 หรือระดับประถมศึกษา (Elementary School)

โรงเรียนมัธยมศึกษา (Junior High Schools/High Schools)

            ช่วงที่ 2 คือ Grade 7 และ Grade 8 หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (Junior High School)  และช่วงที่ 3 คือ Grade 9 ถึง Grade 12 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Senior High School)  โดยทั่วไปสำหรับเด็กที่เข้าเริ่มเรียนตามปกติและเรียนต่อเนื่องโดยไม่ขาดตอน จะสำเร็จการศึกษา Grade 12 เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ซึ่งนับว่าสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  นักเรียนในระดับนี้ต้องเรียนวิชาพื้นฐานคือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และอาจต้องเรียนภาษาต่างชาติหรือพลศึกษาด้วย  นักศึกษาต่างชาติที่เข้าไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในประเทศสหรัฐฯ มีจำนวนไม่มากนัก และส่วนใหญ่จะเข้าเรียนกับโรงเรียนประจำของเอกชน หรือ Boarding School เนื่องจากโรงเรียนรัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดหาหอพักให้ได้  โดยทั่วไปนักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเรียนต่อในระดับนี้มักสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว และไปเข้าเรียนต่อ Grade 10 ในประเทศสหรัฐฯ

ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

            สถาบันระดับอุดมศึกษาในสหรัฐฯ มีมากมายกว่า 3,000 แห่ง ทั้งของรัฐและของเอกชน  โดยสถาบันในระดับอุดมศึกษา จะแยกออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.  วิทยาลัยแบบ 2 ปี หรือวิทยาลัยชุมชน (Junior Colleges และ Community Colleges)  นักศึกษาที่เรียนในวิทยาลัย Junior และ Community Colleges สามารถเลือกเรียนได้ใน 2 หลักสูตร คือ

            1.1 Transfer Track เป็นหลักสูตรที่เป็นวิชาพื้นฐาน 2 ปีแรกของการศึกษาระดับปริญญาตรี โดยนักศึกษาจะลงเรียนรายวิชาบังคับ (General Education Requirements) เป็นเวลา 2 ปี จากนั้นนักศึกษาสามารถโอนหน่วยกิต (Transfer) ไปมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนเพื่อศึกษาต่อไปในระดับปีที่ 3  โดยที่เกรดเฉลี่ยที่นักศึกษาทำได้ในระหว่าง 2 ปีนี้ จะเป็นตัวกำหนดว่านักศึกษาจะได้รับการตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในอันดับยากง่ายเพียงใด

            1.2 Terminal/Vocational Track เป็นหลักสูตรอนุปริญญาสายวิชาชีพ หลังจากจบ 2 ปีแล้ว นักศึกษาจะได้รับวุฒิอนุปริญญา (Associate Degree) ทางสาขาวิชาที่เลือก อาทิเช่น คอมพิวเตอร์ เลขานุการ เขียนแบบ เป็นต้น

2. วิทยาลัย (Colleges) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาหลักสูตร 4 ปี เปิดสอนในสาขาวิชาต่าง ๆ  วิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนถึงระดับปริญญาโท  วุฒิบัตรระดับปริญญาตรีและโทจาก College ทั้งของรัฐและของเอกชนในสหรัฐฯ มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่า University ทุกประการ

3. มหาวิทยาลัย (University) เป็นสถาบันระดับอุดมศึกษาที่เปิดสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไป มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอกในสาขาต่าง ๆ

4. สถาบันเทคโนโลยี (Institute of Technology) เป็นสถาบันที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และอาจเปิดสอนจนถึงระดับปริญญาโทและเอก   สถาบันเทคโนโลยีส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นที่การสอนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

เงื่อนไขการรับเข้าเรียน

  • มัธยมศึกษา นักเรียนจากประเทศไทยสามารถศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น ไม่สามารถเข้าเรียนในสถาบันของรัฐได้  เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น เกรดเฉลี่ย และคะแนน TOEFL แตกต่างออกไปตามสถาบัน

  • วิทยาลัย วิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL 480-500 ขึ้นไป

  • มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาตรี สถาบันส่วนใหญ่ต้องการนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ย 2.5 ขึ้นไป และ TOEFL 500 ขึ้นไป

  • มหาวิทยาลัย สำหรับปริญญาโทและเอก เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้นไป และคะแนน TOEFL ไม่ต่ำกว่า 550  นักศึกษาที่จะสมัครในโปรแกรม MBA ส่วนใหญ่จะต้องใช้คะแนน GMAT ซึ่งจะนำมาคำนวณกับเกรดเฉลี่ยปริญญาตรี  สำหรับนักสึกษาที่สมัครปริญญาโทและเอกในสาขาอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะต้องสอบ GRE (Graduate Record Examination)

 

ปีการศึกษา

            ปีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Academic Year) จะเริ่มประมาณเดือนกันยายนถึงพฤษภาคม ซึ่งมีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้

ระบบ Semester

            เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด ในระยะเวลาหนึ่งปีจะประกอบด้วย 2 Semesters และ 1-2 Summer Sessions แต่ละ Semesters ยาวประมาณ  16 สัปดาห์ ดังนี้

- Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม-กลางธันวาคม

- Spring Semester เปิดประมาณต้นมกราคม-เมษายน (บางครั้ง Summer Session จะแบ่งครึ่งเป็น 2 ช่วงสั้น ๆ)

- Summer Session เปิดประมาณกลางพฤษภาคม-สิงหาคม

ระบบ Quarter

            ในหนึ่งปีแบ่งออกเป็น 4 Quarter แต่ละ Quarter ใช้เวลาเรียนประมาณ 10 สัปดาห์ ดังนี้

- Fall Quarter เปิดประมาณกลางกันยายน-ธันวาคม

- Winter Quarter เปิดประมาณมกราคม-กลางมีนาคม

- Spring Quarter เปิดประมาณต้นเมษายน-กลางมิถุนายน

- Summer Quarter เปิดประมาณกลางมิถุนายน-สิงหาคม

ระบบ Trimester

            ใน 1 ปี แบ่งภาคการศึกษาดังนี้

- First Trimester เปิดประมาณกันยายน-ธันวาคม

- Second Trimester เปิดประมาณมกราคม-เมษายน

- Third Trimester เปิดประมาณพฤษภาคม-สิงหาคม

ระบบ 4-1-4

            เป็นระบบใหม่ที่ใช้ในสถานศึกษาราว 8% ในสหรัฐฯ แบ่งปีการศึกษาออกเป็น 2 ภาคใหญ่  คั่นด้วยภาคเรียนสั้น ๆ ที่เรียกว่า Interim เพื่อให้นักศึกษาไปทำการค้นคว้าด้วยตนเองหรือออก Field Trip แบ่งภาคเรียน ดังนี้

- Fall Semester เปิดประมาณปลายสิงหาคม-ธันวาคม

- Interim เปิดประมาณมกราคม (1 เดือน)

- Spring Semester เปิดประมาณกุมภาพันธ์-พฤษภาคม

 

การสมัครเข้าศึกษา

            นักศึกษาที่ต้องการไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 1 ปี การติดต่อสถานศึกษานั้น ผู้สมัครสามารถดำเนินการได้เอง โดยขอใบสมัครไปที่ Office of Admission ของมหาวิทยาลัย พร้อมระบุว่าต้องการสมัครสาขาใด ถ้าเป็นการสมัครระดับปริญญาโทหรือเอก ต้องเขียนขอใบสมัครไปที่ Graduate School Admissions Office หรือ Chairman ของคณะหรือแผนกที่ต้องการเรียน ในยุคของคอมพิวเตอร์ นักศึกษาสามารถสมัครผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต โดยต้องกรอกข้อความให้ครบถ้วน และดำเนินการทุกขั้นตอนตามที่สถานศึกษากำหนด ใบสมัครจะไม่ได้รับการพิจารณา ถ้าทางสถาบันไม่ได้รับเงินค่าธรรมเนียมการสมัคร

            หลังจากที่ส่งจดหมายหรือแบบฟอร์มขอใบสมัครไปยังสถานศึกษา ประมาณ 3-6 สัปดาห์ นักศึกษาควรจะได้รับการตดต่อกลับมาจากสถานศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะส่งรายละเอียดและใบสมัครหรือใบสมัครขั้นต้น (Preliminary Form) มาให้  ผู้สมัครต้องอ่านรายละเอียดที่ส่งมา และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและรอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องการส่งเอกสารที่สถานศึกษาต้องการให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร หรือนักศึกษาอาจติดต่อตัวแทนสถาบันที่เป็นสมาชิกชมรมแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือในการสมัคร

 

เอกสารที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน

  1. แบบฟอร์มใบสมัครที่กรอกเรียบร้อยแล้ว

  2. ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) 10-100 เหรียญสหรัฐ (แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด) ซึ่งค่าสมัครนี้จะไม่มีการคืน ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับนักศึกษาก็ตาม

  3. ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) ฉบับจริง

  4. สถานศึกษามักต้องการผลสอบ TOEFL, GRE หรือ GMAT  สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก  ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report)

  5. จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement) ของผู้ปกครองจากสถาบันการเงินที่ผู้ปกครองเป็นลูกค้าอยู่ ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุน ควรมีจดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย

  6. จดหมายรับรอง (Letter of Recommendation) 2-3 ฉบับจากอาจารย์ผู้สอนหรือผู้บังคับบัญชา

  7. บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ หรืออาจจะเป็นหัวข้ออื่น ๆ แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด ประมาณ 300-500 คำ

            เอกสารเหล่านี้ ต้องส่งทางไปรษณีย์อากาศให้ถึงสถานศึกษาก่อนวันปิดรับสมัคร สถานศึกษาจะพิจารณาจากหลักฐานที่ส่งไป หากพอใจก็จะส่งจดหมายตอบรับเข้าเรียน  หลายแห่งจะให้นักศึกษาตอบยืนยันการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปเรียน ณ สถานศึกษาที่ตอบรับมานี้แน่นอนแล้ว จึงจะส่งใบตอบรับอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า  I-20 Form มาให้ เพื่อให้นักศึกษานำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน  สถานศึกษาหลายแห่งอาจแนบรายละเอียดการลงทะเบียนเรียนมาด้วย

            เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่าง ๆ การส่งเอกสารและการพิจารณาใบสมัครใช้เวลามาก ฉะนั้นผู้สนใจไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ ควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 1 ปีก่อนกำหนดเดินทาง

 

ที่พักอาศัย

            เรื่องที่พักอาศัยนั้น ควรเริ่มศึกษาหาข้อมูลตั้งแต่ตอนทำการติดต่อสถานศึกษา โดยศึกษาจากเอกสารของสถานศึกษาว่า สถานศึกษาที่สนใจนั้น มีหอพักสำหรับนักศึกษาหรือไม่ หากมี ที่พักเป็นอย่างไร หอพักในสถานศึกษานั้นอาจแตกต่างกันไป ทั้งด้านสภาพที่พัก บริการที่มีให้นักศึกษา และการจัดแบ่งประเภทของหอพัก เป็นต้น

            เนื่องจากสถานศึกษาบางแห่งมีหอพักจำนวนจำกัด นักศึกษาจึงควรสำรองที่พักล่วงหน้า ตั้งแต่ในขั้นตอนการสมัคร โดยทั่วไปในการสำรองที่พักนี้ สถานศึกษามักจะเก็บเงินมัดจำค่าสำรองที่พัก (Deposit Fee) ด้วย  ทีพักอาศัยที่กล่าวถึงต่อไปนี้ จะแยกตามประเภทของนักศึกษาคือ สำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย มีทั้งที่เป็นหอพักในสถานศึกษา (On-Campus Housing) และที่พักนอกสถานศึกษา (Off-Campus Housing)

ที่พักในสถานศึกษา

            สถานศึกษาส่วนใหญ่มักจัดที่พักในสถานศึกษาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักศึกษา  ที่พักในสถานศึกษานี้มักมีจำนวนจำกัด จึงควรเริ่มติดต่อและสำรองห้องพักแต่เนิ่น ๆ โดยการเขียนจดหมายขอรายละเอียดไปยัง Housing Office ของสถานศึกษา  สถานที่พักมีหลายประเภทคือ

            Dormitory Residence Hall คือ หอพักสำหรับนักศึกษาที่เป็นโสดหรือไม่ได้นำครอบครัวไปด้วย อาจแบ่งเป็น หอพักหญิง หอพักชาย หรือหอพักรวม (โดยที่แยกนักศึกษาชาย-หญิง ออกเป็นคนละห้องหรือคนละชั้น) มีทั้งที่เป็นห้องเดี่ยว ห้องคู่ หรือห้องรวม 4 คน มีห้องน้ำในห้องหรือห้องน้ำรวม  บางแห่งอาจมีการจัดเตรียมห้องอาหารให้ด้วย ทั้งนี้แล้วแต่การจัดของสถานศึกษาแต่ละแห่ง

            Married Housing คือ หอพักสำหรับนักศึกษาที่แต่งงานแล้วและนำครอบครัวไปด้วย  บางแห่งจัดไว้เป็นหมู่บ้าน มีทั้งทีเป็น Studio  ห้องนอนเดี่ยวหรือคู่ อาจมีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่มีก็ได้

            Apartment สถานศึกษาบางแห่ง จัดที่พักประเภทนี้ไว้ให้นักศึกษาอยู่เหมือน Apartment ของเอกชน มักเก็บค่าเช่าแพงกว่าสองแบบที่กล่าวมาข้างต้น  การอยู่ Apartment นี้ นักศึกษาจะมีอิสระมากกว่าอยู่ใน Dormitory หรือ Residence Hall เช่น มีอิสระในการเข้าออก หรือสามารถทำอาหารรับประทานเองได้

ที่พักนอกสถานศึกษา

            มักเป็นที่พักของเอกชน หรือบ้านเช่าต่าง ๆ นอกสถานศึกษา  สถานที่พักเหล่านี้รับบุคคลทั่วไปเข้าพักได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นนักศึกษาหรือไม่  การติดต่อหาที่พัก นักศึกษาต้องเป็นผู้หาข้อมูลเองว่ามีที่ใดว่าง สามารถเข้าพักได้เมื่อใด  นักศึกษาอาจปรึกษาเจ้าหน้าที่ Housing Office หรือที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) ของสถานศึกษา ว่าแห่งใดเหมาะแก่การพักอาศัย  ทั้งนี้เพราะค่าเช่าที่พักเหล่านี้ ตลอดจนที่ตั้ง และสภาพที่พักอาจแตกต่างกันไป ผู้เข้าพักควรได้แวะไปดูสถานที่ก่อนเซ็นสัญญาเข้าพัก อีกทั้งควรได้ศึกษาและอ่านสัญญาเช่าบ้านพักให้ละเอียดรอบคอบ เพราะสัญญาเช่าที่พักนั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากผิดสัญญาอาจถูกฟ้องร้องได้ หอพักเหล่านี้มีหลายประเภทดังนี้

            Apartment มีหลายราคา หลายระดับ ตั้งแต่ชนิดที่หรูหราจนถึงชนิดที่แค่พออยู่ได้ ราคาค่าเช่าที่พักนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพและที่ตั้งของ Apartment นั้นเอง โดยทั่วไป Apartment 1 ห้องชุด จะประกอบด้วยห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน้ำครบบริบูรณ์  นักศึกษา 2-3 คนมักจะรวมกันเช่า เพราะนอกจากมีอิสระมากกว่าอยู่หอพักในสถานศึกษา ยังสามารถทำอาหารรับประทานกันได้ด้วย ข้อเสียคือ ค่าเช่ามักแพง ทำให้นักศึกษาต้องอยู่รวมกัน หากเป็นนักศึกษาไทยทั้งหมด โอกาสที่จะได้ฝึกภาษาไทยก็น้อยลง  นอกจากนี้ Apartment บางแห่งอยู่ไกลจากที่เรียน ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง บางคนก็เสียเวลากับการปรุงอาหาร เพราะที่พักประเภทนี้มักไม่มีโรงอาหารหรือ Cafeteria

            Rooming House คือห้องเช่า ส่วนมากมีลักษณะเป็นบ้าน มีหลายห้อง เจ้าของบ้านจะเป็นผู้กำหนดระเบียบการเช่า การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น การเปิด-ปิดเครื่องทำความร้อน (Heater) การใช้ครัวทำอาหาร การนำเพื่อนมาพักในโอกาสพิเศษ การใช้ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ Rooming House บางแห่ง มีแต่ผู้เช่าล้วน ๆ ไม่มีเจ้าของบ้านพักอาศัยอยู่ด้วยก็มี

            Family ปัจจุบันการหาครอบครัวอเมริกันเข้าพักด้วยค่อนข้างยาก หากมีก็มักจะอยู่ในลักษณะเหมือนกับ Rooming House นั่นคือ เสียเงินค่าเช่าตามที่ตกลงกัน  สำหรับนักศึกษาที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยไม่ได้จองที่พักใด ๆ ไว้เลย หรือหอพักที่จองไว้ยังไม่เปิด อาจพักอยู่ชั่วคราวกับโรงแรม หรือที่พักชั่วคราวที่สถานศึกษาจัดไว้ให้ หรือกับสถานที่ซึ่งที่ปรึกษานักศึกษาต่างชาติ (Foreign Student Advisor) แนะนำ           

ที่พักแบบชั่วคราว (Temporary Accommodations)

            ที่พักแบบชั่วคราวเหมาะสำหรับนักศึกษาที่เดินทางท่องเที่ยวระหว่างช่วงวันหยุด ที่พักลักษณะนี้เรียกว่า Hostel ราคาถูกกว่าโรงแรม ลักษณะห้องพักเป็นแบบ Dormitory แยกเพศหญิง เพศชาย นักศึกษาสามารถเข้าไปค้นหาข้อมูลได้ที่ http://www.hiayah.org หรือสามารถโทรหาที่พักชั่วคราว ราคาถูกกว่าราคาโรงแรมจากหมายเลขโทรศัพท์โทรฟรีต่อไปนี้

  • Best Western International 1-800-528-1234
  • Econo Lodges 1-800-424-6423
  • Howard Johnson 1-800-446-4656
  • Red Roof Inns 1-800-843-7663
  • Super & Motels 1-800-843-1991

            นอกจากนี้นักศึกษาอาจเลือกหาที่พักแบบ Bed and Breakfast โดยหาข้อมูลจาก http://bbonline.com

 

ข้อแนะนำบางประการก่อนออกเดินทาง

            หลังจากที่นักศึกษาได้วีซ่าแล้ว นอกจากเรื่องการขอซื้อเงินและการจองตั๋วเครื่องบิน ยังมีอีกหลายเรื่องที่นักศึกษา ต้องดำเนินการก่อนออกเดินทาง เช่น

  1. หาความรู้เกี่ยวกับสถานศึกษาที่จะไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จากเอกสารของสถานศึกษาที่หน่วยงานแนะแนวการศึกษา จากการสอบถามนักเรียนเก่า หรือจากองค์กรต่าง ๆ ที่ให้ทุนการศึกษา

  2. กำหนดแผนการเดินทางให้ชัดเจน เป็นต้นว่า เส้นทางที่เหมาะสม ตลอดจนการจองที่พักในโรงแรมหากจำเป็น

  3. นักศึกษาที่สมรสแล้ว ควรเตรียมการสำหรับสมาชิกในครอบครัวให้เรียบร้อย หากสมาชิกเหล่านั้นจะเดินทางตามท่านไป โดยเฉพาะเรื่องที่พัก

  4. เนื่องจากการรักษาโรคตาและฟัน ไม่รวมอยู่ในแผนการประกันสุขภาพเบื้องต้น ดังนั้น อย่าลืมตรวจรักษาฟันและสายตา ตลอดจนเตรียมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์สำรองอีกชุด พร้อมทั้งสำเนาใบสั่งทำแว่นติดตัวไปด้วย เพราะค่ารักษาพยาบาลในสหรัฐฯ แพงมาก บางคนอาจยังมีเรื่องปลีกย่อยอื่น ๆ ที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยอีก  อย่างไรก็ตาม ข้อแนะนำสำหรับทุกคนคือ ให้รีบทำเสียแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยไว้จนนาทีสุดท้ายแล้วจึงคิดทำ

 

การขอวีซ่านักเรียน

            บุคคลที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันนั้น จำเป็นต้องมีวีซ่าเพื่อขอเข้าสหรัฐฯ วีซ่านี้มีหลายประเภทแบ่งตามวัตถุประสงค์ของผู้เดินทาง สำหรับผู้ที่จะไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ นั้น จะต้องมีวีซ่านักเรียน ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทชั่วคราว ที่มีชื่อเรียกโดยย่อว่า F-1 ถึงแม้ว่าจะมีวีซ่าสหรัฐฯ ประเภทอื่น เช่น วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากวัตถุประสงค์ที่จะเข้าประเทศครั้งนี้คือไปเรียน ก็ต้องยื่นขอวีซ่านักเรียนใหม่อีกด้วย

ขั้นตอนการดำเนินการ

1.  ชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ

            ท่าต้องชำระค่าธรรมเนียมในการดำเนินการเป็นจำนวนเงิน 45 เหรียญสหรัฐฯ (หรือเทียบเท่าค่าเงินบาทไทยปัจจุบัน) ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกแห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ยกเว้น ไปรษณีย์สาขาย่อย) จะไม่มีการดำเนินการใด ๆ จนกว่าท่านจะได้ชำระค่าธรรมเนียมนี้แล้ว  ในวันที่ท่านยื่นขอวีซ่า ท่านต้องแสดงใบเสร็จที่ได้รับจากที่ทำการไปรษณีย์พร้อมกับใบคำร้อง

2. กรอกใบคำร้อง (OF-156)

            ใบคำร้องขอได้ที่แผนกกงสุล หรือใช้แบบฟอร์มซึ่งพิมพ์ออกทางอินเตอร์เน็ตที่ http://usa.or.th.embassy/consul.htm และอาจกรอกได้ที่สถานฑูตในเช้าวันท่านประสงค์จะยื่นคำร้องขอวีซ่า โปรดตอบคำถามทุกข้อให้สมบูรณ์ หากท่านไม่ตอบคำถามทั้งหมดในคำร้องนี้ จะไม่มีการรับคำร้องของท่าน ผู้ยื่นคำร้องที่เป็นคนไทย ควรเขียนชื่อของตนเป็นภาษาไทยในข้อ 3 พร้อมชื่อสกุลก่อนสมรส ชื่อทางศาสนา ชื่อทางอาชีพ หรือชื่ออื่นใดที่ท่านได้เคยใช้มา  หากผู้อื่นทำการกรอกใบคำร้องแทน บุคคลนั้นต้องเขียนชื่อตัวพิมพ์ และลงลายมือชื่อของตนเองด้านล่างใต้ข้อ 35  ท่านจะต้องรับผิดชอบในความถูกต้องของข้อมูล ที่บุคคลนั้นได้กรอกใบใบคำร้องแทนท่าน

            การเซ็นชื่อในใบคำร้องขอวีซ่านี้ ถือว่าท่านได้รับรองข้อความทั้งหมดที่กรอกไว้ว่าถูกต้องและเป็นความจริง  หากท่านบิดเบือนข้อเท็จจริงประการใดก็ตาม ท่านอาจจะถูกระงับมิให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นการถาวร  กรุณาตรวจทานคำตอบทุกข้อให้แน่ใจว่าถูกต้องทุกประการ และโปรดสอบถามเจ้าหน้าที่ หากท่านไม่เข้าใจคำถามใด ๆ ในใบคำร้อง

3. ไปยังช่องตรวจรับเอกสาร หมายเลข 1 หรือหมายเลข 2

            ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่า ซึ่งมีวีซ่าของสหรัฐฯ อยู่ก่อนแล้ว หรือผู้ถือหนังสือเดินทางราชการ หรือหนังสือเดินทางฑูต ให้ติดต่อช่องหมายเลข 1 ที่นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ให้ติดต่อช่องหมายเลข 2   ในการตรวจเอกสาร ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่า กรุณาจัดเอกสารตามลำดับต่อไปนี้  แสดงใบเสร็จตัวจริง (ส่วนบน) ที่ได้รับจากที่ทำการไปรษณีย์  ใบคำร้องที่กรอกสมบูรณ์แล้วทุกข้อ  หนังสือเดินทาง  รูปถ่าย  แบบฟอร์ม I-20  และหลักฐานต่าง ๆ  เจ้าหน้าที่ตรวจรับเอกสารจะพิจารณาว่า ท่านต้องได้รับการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุลหรือไม่  สำหรับผู้ยื่นคำร้องบางท่าน ทางเจ้าหน้าที่จะเก็บหนังสือเดินทาง พร้อมเอกสารที่แนบมาด้วยให้เจ้าหน้าที่กงสุลพิจารณา โดยไม่ต้องรอสัมภาษณ์  หลังจากที่เจ้าหน้าที่กงสุลได้พิจารณาแล้ว บางท่านอาจจะถูกเรียกสัมภาษณ์ ซึ่งท่านจะได้รับใบนัด ระบุวันเวลาที่จะสัมภาษณ์  ในวันที่นัดสัมภาษณ์ ท่านจะได้รับหมายเลข กรุณาเข้าไปนั่งรอในบริเวณห้องพัก รอจนกว่าหมายเลขของท่านจะปรากฏบนจออิเล็คทรอนิกส์ข้างบน และหมายเลขที่ปรากฏบนจอข้างล่างคือหมายเลขช่อง ที่ท่านต้องเข้าไปทำการสัมภาษณ์

 

เอกสารในการยื่นขอวีซ่านักเรียน

1. หนังสือเดินทาง

            หนังสือเดินทางของท่าน ควรมีอายุใช้ได้อย่างน้อยหกเดือนหลังจากวันที่ยื่นขอวีซ่า  ท่านควรนำหนังสือเดินทางทุกเล่มที่มีอยู่ ซึ่งหมดอายุไปแล้วหรือยังใช้ได้อยู่ (ถึงแม้จะเคยมีวีซ่าเข้าออกสหรัฐฯ หรือไม่ก็ตาม) มายื่นด้วย เพื่อประกอบในการพิจารณาการขอวีซ่าของท่าน

2. ภาพถ่าย

            ภาพถ่ายขาวดำหรือภาพสี โดยมีฉากหลังของภาพถ่ายเป็นสีอ่อนหนึ่งภาพ (ขนาด 1 1/2 นิ้ว x 1 1/2 นิ้วหรือ 4 ซ.ม. x 4 ซ.ม.)  ภาพถ่ายไม่ควรมีอายุเกินกว่าหกเดือน

3. แบบฟอร์ม I-20

            ผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียนต้องยื่นแบบฟอร์ม I-20 (ออกให้โดยทางโรงเรียนในสหรัฐฯ)  กรุณาเซ็นชื่อและวันที่ซึ่งอยู่ด้านล่างของแบบฟอร์ม I-20

4. หลักฐานการศึกษาที่ผ่านมา

            ผู้ยื่นคำร้องต้องแสดงผลการเรียนครั้งล่าสุด (Transcript) ตัวจริง  สำหรับผู้ยื่นขอวีซ่านักเรียน ที่ไม่ได้ขอวีซ่าทันทีในปีที่จบการศึกษา ควรยื่นหลักฐานการทำงานประกอบด้วย

5. หลักทรัพย์

            ผู้ยื่นคำร้อง ควรยื่นแสดงเอกสารทางการเงินที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อแสดงว่าตนเองมีเงินทุนจำนวนเหมาะสมที่จะครอบคลุมถึง ค่าธรรมเนียมการศึกษา และค่าครองชีพระหว่างอยู่ในสหรัฐฯ โดยอาจยื่นแสดงบัญชี เงินฝากประจำ บัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์ และ/หรือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ที่เป็นของบุคคลผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย

            ข้อพึงปฏิบัติ ท่านควรยื่นแสดงเอกสารต้นฉบับเท่านั้น ทางสถานฑูตไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเก็บสำเนาเอกสาร

6. หลักฐานถิ่นที่อยู่ของท่านภายนอกสหรัฐฯ

            การยื่นขอวีซ่านักเรียน หมายถึง ผู้นั้นขอเข้าไปอยู่ในสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว ก่อนที่ทางกงสุลจะออกวีซ่าเข้าเมืองชั่วคราว ท่านต้องแสดงให้เป็นที่พอใจต่อเจ้าหน้าที่กงสุลว่า ท่านไม่มีความประสงค์ที่จะเป็นบุคคลเข้าเมืองถาวร  ผู้ยื่นคำร้องจะทำได้ โดยการแสดงหลักฐานความผูกพันทางครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคมอื่น ๆ ที่มีอยู่ภายนอกประเทศสหรัฐฯ ญาติพี่น้อง นายจ้าง หรือเพื่อน ไม่สามารถรับประกันการเดินทางกลับของท่าน แทนการยื่นหลักฐานดังกล่าวได้  ทางเจ้าหน้าที่กงสุลต้องพิจารณาจากสถานการณ์ของบุคคลผู้ยื่นขอวีซ่าว่า ผู้นั้นมีคุณสมบัติจะได้รับวีซ่าด้วยตนเองหรือไม่ โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ข้อสำคัญคือ เจ้าหน้าที่กงสุลพิจารณาการออกวีซ่าบนพื้นฐานของ พระราชบัญญัติการตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ  กฎหมายฉบับนี้ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่บุคคลใดยื่นคำร้องขอวีซ่า ภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับบุคคลผู้นั้น ในการที่จะแสดงว่า ตนมีคุณสมบัติตามกฎหมายเข้าเมืองของสหรัฐฯ โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่กงสุลปฏิเสธคำร้องของผู้ยื่นวีซ่า หากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถแสดงหลักฐานที่เชื่อได้ว่า มิได้มีความประสงค์ต่อการเป็นบุคคลเข้าเมืองถาวร

 

กฎหมายวีซ่านักเรียนฉบับใหม่

            ปี พ.ศ. 2539 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อบัญญัติทางกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการออกวีซ่านักเรียนให้กับนักเรียนที่ต้องการจะเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษา (ระดับอนุบาลถึงระดับ 8) และระดับมัธยมศึกษา (ระดับ 9 ถึง 12) ของโรงเรียนรัฐบาลในสหรัฐฯ ภายใต้ข้อบัญญัติเหล่านี้ เจ้าหน้าที่กงสุลไม่สามารถออกวีซ่าให้นักเรียนให้กับผู้ที่จะไปศึกษาในระดับประถมศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาลได้อีกต่อไป โดยไม่คำนึงถึงว่า ผู้ยื่นคำร้องสามารถชำระค่าเล่าเรียนได้

            สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะไปเรียนในระดับมัธยมศึกษา กฎหมายได้กำหนดให้ผู้นั้น ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาได้เป็นเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ซึ่งนักเรียนผู้นั้นจะต้องชำระค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ไม่แต่เฉพาะค่าบำรุงการศึกษาเท่านั้น และนักเรียนผู้นั้นจะต้องแสดงหลักฐานการชำระค่าเล่าเรียนดังกล่าวก่อนที่ กงสุลจะพิจารณาการขอวีซ่าของนักเรียนผู้นั้น  ข้อบัญญัตินี้ไม่รวมถึงนักเรียนทีต้องการจะเข้าศึกษาในโรงเรียนเอกชน หรือผู้ที่เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียน

 

เรียบเรียงจากคู่มือศึกษาต่อต่างประเทศของสมาคมไทยแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tieca.com

 

 

Copyright 2000 www.usvisa4thai.com All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.

We are not lawyer website. All comments are welcome at www.usvisa4thai.com